ดร.ธรณ์ อาจารย์ธรณ์ หรือ พี่ธรณ์ ที่เรารู้จักกันดีในฐานะนักสมุทรศาสตร์ อาจารย์ และนักเขียนที่มีผลงานออกมาสู่สายตานักอ่านมากมาย เป็นศิษย์เก่าสาธิตจุฬาฯ รุ่นที่ 19 เมื่อถามถึงหน้าที่การงานที่พี่ธรณ์ทำอยู่ ทำเอาเราถึงกับตะลึงว่าอะไรจะมากมายขนาดนั้น เริ่มด้วย เป็นรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บริหารโครงการต่างๆ รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย, นักวิจัยโครงการต่าง ๆ ปัจจุบันมีอยู่ 5 โครงการ, กรรมการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน, วิทยากรในการทัศนศึกษา, จัดรายการโทรทัศน์ช่อง 11, เป็นที่ปรึกษารายการโทรทัศน์ 2 รายการ, จัดรายการวิทยุ FM 102.5 Mz (วันเสาร์ 13.00-13.30), เป็นคอลัมนิสต์ให้กับมติชน ผู้จัดการรายวัน สยามรัฐรายสัปดาห์ (อาทิตย์ละเรื่อง) เที่ยวรอบโลก Mars Nature Explorer แพรว (เดือนละเรื่อง) รวมทั้งเป็นผู้อำนวยการเว็บไซต์ www.TalayThai.com และเมื่อเร็วๆนี้พี่ธรณ์ยังได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในผู้วิ่งคบเพลิงโอลิมปิกด้วยค่ะ พี่ธรณ์ยังเขียนบทความมาแล้ว 1,700 เรื่อง, งานวิชาการ 60 เรื่อง, หนังสือ 65 เล่ม, ออกรายการวิทยุ โทรทัศน์ 300 กว่าครั้ง, มีโครงการวิจัยที่ทำเสร็จแล้ว 27 โครงการ ส่วนรางวัลที่ได้รับเช่น สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ทะเลไทย, ช่างภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม UNEP (องค์การสหประชาชาติ), กินรี รางวัลท่องเที่ยวดีเด่นและยอดเยี่ยม 3 สมัยของ ททท., เว็บไซต์ยอดเยี่ยมของ สยช. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ), เปรียวอะวอร์ด, Johny Walker Award
เราได้คุยกับพี่ธรณ์ถึงสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียนหน้าละอ่อน ผมเป็นเด็กผสมผสาน คือมีเพื่อนหลายกลุ่ม สมัยนั้นจะมีนักเรียนไม่ถึง 100 คน เพราะฉะนั้นทุกคนก็เป็นเพื่อนกันหมด เวลาเพื่อนไปตีสนุกฯ ผมก็ไปด้วย ดื่มเหล้าก็ดื่ม ก็แบบสนุกๆ แต่เวลาสอบก็ซุ่มอ่านหนังสือ บางทีอ่านถึงเช้า ส่วนกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กเรียนก็มี ผมได้เกรดที่เขาให้จบพอดี ก็ประมาณเกรด 2 น่ะ แล้วต่อปริญญาตรีภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ สอบได้ที่ 4 ของคณะนะ จะว่ามาฟิตตอนหลังก็ได้ จบปริญญาตรีก็ต่อปริญญาโทที่เดิม ส่วนปริญญาเอกผมตั้งใจจะเรียนต่อที่จุฬาฯ แต่เผอิญไม่มี ก็เลยไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วก็กลับมาสอนที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนส่วนใหญ่มักจะเลือกเป็นนักบริหาร วิศวกร หรือหมอ แต่ทำไมพี่ธรณ์กลับเลือกที่จะเป็นนัก วิทยาศาสตร์ ผมมีทฤษฎีของตัวเองอยู่ว่า มีแกะอยู่ 100 ตัว มีเนินอยู่ 2 เนิน เนินหนึ่งมีหญ้าเขียวชอุ่มเต็มเนิน อีกเนินหนึ่งมีหญ้าหร็อมแหร็ม แกะ 99 ตัวก็จะเดินไปหาเนินที่มีหญ้าเขียวชอุ่ม ส่วนแกะอีกหนึ่งตัวมองซ้ายมองขวา แล้วก็เดินไปเนินที่มีหญ้าหร็อมแหร็ม แกะตัวนั้นก็กินหญ้าบนเนินนั้นสบายๆ ไม่ต้องไปแย่งกับตัวอื่น ผมก็เป็นแบบแกะตัวนั้น ผมไม่ชอบสังคมที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด อีกอย่างก็คือ เมื่อเราไม่มีคู่แข่งมาก มันก็ง่ายที่คนอื่นจะมองเห็นความสามารถของเรา ผมอยู่ในครอบครัวข้าราชการ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็รับราชการทั้งนั้น เรื่องอะไรผมจะไปแข่งเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารกับชาวบ้านเขา ในเมื่อครอบครัวผมขายของไม่เป็น ผมเลือกที่จะรับราชการ เพื่อที่จะได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้าง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่ธรณ์เลือกที่จะเป็นอาจารย์
พี่ธรณ์ยังฝากเตือนคุณพ่อ คุณแม่หลายๆ ท่านเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วย ผมเลือกในสิ่งที่ผมชอบ ผมตั้งใจที่จะเรียนคณะนี้มาตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว ผมชอบแนวธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก มันเป็นจุดเด่นของผม เพื่อนๆ ในรุ่นทุกคนก็รู้ เมื่อเราชอบเราก็จะสนใจศึกษาหาความรู้ในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกกับพ่อแม่หลายๆ คนว่า เราควรจะให้โอกาสลูกได้เลือกในสิ่งที่เขาชอบ อย่ามัวแต่สั่งให้ลูกทำแบบนั้น ทำแบบนี้ตามที่พ่อแม่ต้องการ เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องเลือกทางเดินของตนเอง เขาก็จะไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำตามคำสั่งของพ่อแม่ตลอด เขาจะหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไรกันแน่ พ่อแม่มีหน้าที่ช่วยแนะนำลูก คอยตัดกิ่งไม้ตามทางเดินที่อาจจะมาทิ่มแทงลูก เท่านั้นก็เพียงพอแล้วพี่ธรณ์ยังแนะนำอีกว่า นอกจากความสนใจแล้ว ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ ผมไม่ได้เรียนการพูด หรือการเขียนมา แต่ผมก็สามารถที่จะไปบรรยายตามที่ต่างๆ เขียนหนังสือมากมายหลายเรื่องได้อย่างง่ายดาย เพราะประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมากว่าสิบปี ทุกคนมีโอกาสที่จะหาประสบการณ์ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะคว้ามันไว้ หรือนั่งดูปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ ผมไม่เชื่อว่าเราจะมีชื่อเสียงได้เพราะโชคดี มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร